วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Let's Go สะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแคว 


             สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขามอำเภอเมืองจังหวัดกาญจนบุรี เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นสะพานที่สำคัญที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะสร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรได้แก่ ทหารอังกฤษอเมริกันออสเตรเลียฮอลันดาและนิวซีแลนด์ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาวจีนญวน ชวา มลายูไทยพม่าอินเดียอีกจำนวนมาก มาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่าซึ่งเส้นทาง ช่วงหนึ่ง จะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้ เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความทารุณของสงครามและโรคภัย ตลอดจนการขาดแคลนอาหาร ทำให้เชลยศึกหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง
 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองสะพานข้ามแม่น้ำแควเดิมได้รับความเสียหาย และรัฐบาลไทยได้ซ่อมแซมใหม่ ภายหลังสงคราม สิ้นสุดลง เมื่อปีพ.ศ. 2489จนสามารถใช้งานได้ดังเดิม ปัจจุบัน มีการยกย่องให้สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เดิมทีสะพานข้ามแม่น้ำแควไม่เคยมีจริงในประวัติศาสตร์ แต่เนื่องจากทางอเมริกาได้ทำเป็นภาพยนตร์ ดังนั้นทางจังหวัดจึงมีความ เห็นให้ตั้งชื่อสะพานที่ท่ามะขามให้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำแควเพื่อให้เหมือนภาพยนตร์ และได้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวมาตามหาจริงๆ สร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น สะพานเดิมนั้นจะเป็นเหล็กโค้ง ส่วนที่เป็น 4 เหลี่ยมเป็นการซ่อมแซมสะพานเหล่านี้เดิมทีมีมากมายหลาย แห่งในประเทศไทยและลาวพม่าแต่ส่วนใหญ่ทำจากไม้ ในไทยมีที่ทำจากเหล็กไม่ถึง 15 สะพาน

บริการเสริมการท่องเที่ยว
ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว มีบริการรถราง Fairmong ทุกวัน โดยวันธรรมดา จะมีตั้งแต่เวลา 08.00-10.30 น., 11.20-14.00 น., 15.00-16.00 น., และ 18.00-18.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-09.30 น., 11.20-14.00 น., และ 18.00-
18.30 น.

งานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว

งานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควจัดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของการ สร้างทางรถไฟสายมรณะ และสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการแสดง นิทรรศการในทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี การแสดงพื้นบ้าน การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง และการแสดง แสง สี เสียง บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว

การเดินทางไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว

            1.โดยรถส่วนตัว จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษม(ทางหลวงหมายเลข 4) มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐมจากนั้นขับตรงไปมุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี
                จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนสายปิ่นเกล้า - นครชัยศรี (ทางหลวงหมายเลข 338) มุ่งหน้าสู่นครปฐมจากนั้นขับตรงไปมุ่งหน้าสู่ จังหวัดราชบุรี
               ทั้งสองเส้นทางด้านบนจะต้องผ่านแยกนครชัยศรี จากแยกนครชัยศรี ขับตรงไป โดยจะผ่านสะพานไปบ้านแพ้ว ประมาณ 8.5 กิโลเมตร ผ่านสะพานไปตัวเมืองนครปฐมประมาณ 0.5 กิโลเมตร ผ่านแยกไปจังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ 6.4 กิโลเมตร จากนั้นจะถึงสะพานไปจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 9 กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ 24.4 กิโลเมตร
          2.ทางรถโดยสารประจำทาง จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่กรุงเทพฯ - กาญจนบุรีใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยสามารถนั่งรถปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี แล้วไปลงที่สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี จากขนส่งกาญจนบุรีนั่งรถสายกาญจนบุรี - เอราวัณ หรือรถสายกาญจนบุรี - ทองผาภูมิ - สังขละบุรี ไปลงตรงแยกซ้ายมือเข้าสะพานข้ามแม่น้ำแคว จากนั้นนั่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างเข้าไปประมาณ 700 เมตร
            3.ทางรถไฟ  โดยสารขบวนรถไฟประจำธนบุรี-น้ำตกหรือขบวนรถนำเที่ยวพิเศษกรุงเทพ-น้ำตก(เฉพาะเสาร์ - อาทิตย์) ลงที่;สะพานแควใหญ่ซึ่ง อยู่ที่เชิงสะพานข้ามแม่น้ำแควพอดี


ข้อมูลจาก
http://www.paiduaykan.com/province/central/kanjanaburi/sapan.html
 

Let's Go โบสถ์สแตนเลส

โบสถ์สแตนเลส


          โบสถ์สแตนเลส ณ วัดป่าลำขาแข้ง  และพระพุทธรูปแสตนเลส หนึ่งเดียวในโลก ฉลุลายไทยวิจิตรงดงาม สร้างสรรค์จากแรงศรัทธาของประชาชน ที่ช่วยกันบริจาคสร้างขึ้นเพื่อนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญพระชนพรรษาครบ 80 พรรษา เป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen แห่งใหม่ในอำเภอ ศรีสวัสดิ์  การไปชมโบสถ์นี้ต้องนั่งเรือหางยาวจากเขื่อนศรีนครินทร์ไปชมความงดงามของโบสถ์แห่งนี้ เพราะ วัดตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์  ไม่สามารเดินทางด้วยพาหะนะอย่างอื่น
        ตัวโบสถ์ส่องประกายงดงามยามเมื่อต้องแสงแดด และเมื่อเข้าใกล้จะได้เห็นลวดลายฉลุ ของายไทย บริเวณ ซุ้มประตูโบสถ์และหน้าต่าง เมื่อเข้าไปนั่งไหว้พระรู้สึกเย็นมาก ใครอาจจะคิดว่าโบสถ์สร้างด้วยเตนเลสเงางาม แบบนี้ ข้างในไม่ร้อนหรือ แต่ไม่ใช่อย่างที่คิดเพราะตัวโบสถ์ทำโครงเป็นสเตนเลส ใช้สเตนเลสแผ่นปะทั้งด้านใน และด้านนอก แต่อัดฉนวนไว้ตรงกลาง ทำให้กันความร้อนได้ดี รวมทั้งพื้นเป็นแกรนิตเลยโปร่งโล่งสบาย
นอกจากโบสถ์แสตนเลส ที่ วัดป่าลำขาแข้ง  ถัดมาไม่ไกลมีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ ขนาดกว้าง 8 เมตร สูง 12 เมตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทำด้วยแสตนเลสเช่นกัน ตั้งตระหง่านหันหน้า สู่แม่น้ำใหญ่ ดูสงบและร่มเย็นยิ่งนัก

พระพุทธรูปแสตนเลส
หากมองออกไปบริเวณรอบๆวัดก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ของขุนเขา ที่สวยงามท่ามกลางเขื่อนศรีนครินทร์ ลองลืมภาพ โบสถ์ที่สร้างด้วยปูซีเมนต์ในแบบเดิม มาเยี่ยมชมโบสถ์สเตนเลสและพระพุทธสเตนเลสที่ วัดนี้แล้วจะได้ความ แปลกใหม่สุดแสน Unseen มาเลยทีเดียว

รายละเอียดเพิ่มเติม
สำหรับใครที่สนใจมาเที่ยวชมโบสถ์สเตรเลสหากพักอยู่ที่รีสอร์ทแถวเขื่อนศรีนครินทร์อยู่แล้ว สามารติดต่อ เช่าเรือกับทางรีสอร์ทได้เลย แต่ถ้าไม่ได้พักก็สามารถติดต่อได้ที่เขื่อนศรีนครินทร์โดยตรง ก่อนนั่งเรือก็อย่าลืม เตรียมอุปกรณ์กันแดดมาให้พร้อม ทั้งร่ม หมวก แว่นตา เพิ่มอีกนิดนึงค่ะ เสื้อกันฝนหรือพลาสติกอะไรก็ได้ เพื่อมายังน้ำกระเด็นระหว่างนั่งเรือค่ะ หากใครสนใจมาสามารถสอบถามการเดินทางและรายละเอียดได้ที่ คุณแหม่ม โทร 084 647 9174 หรือเบอร์วัดโทร 034 546 613, 081 835 3953

 ข้อมูลและภาพจาก
www.paklamkha-khaeng.com
http://www.paiduaykan.com/province/central/kanjanaburi/paklamkha-khaeng.html
http://www.thailovetrip.com/view.php?id_view=486
http://www.holidaythai.com/prapenpun/blogs-2880.htm
http://www.tatcontactcenter.com/blog_details.php?txtNo=TURBd01EQXdNREF5T1RrPQ==&pageP=TWc9PQ==&page=TWc9PQ==
http://utai-stainless.com/products/?id=6
 

Let's Go เมืองบาดาล

เมืองบาดาล



    
             เมืองบาดาล หรือ วัดวังก์วิเวการามหลังเก่า อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของตำบลหนองลู อำเภอ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แม้ปัจุบันจะอยู่ในช่วงของการปรับปรุงสะพานเนื่องมาจากเหตุการณ์น้ำหลาก แต่สถานที่แห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ (Unseen Thailand) ที่มีชื่อเสียงทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ
สำหรับ “วัดวังก์วิเวการาม”หรือ “วัดหลวงพ่ออุตตมะ” เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกับชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญ ได้ร่วมกันสร้างขึ้น ในปี พ.ศ.2496 ที่บ้านวังกะล่าง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ใกล้กับชายแดนไทย-พม่า ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรี ประมาณ 220 กิโลเมตร
          ในระยะแรกมีเพียงกุฏิและศาลา มีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่ออุตตมะ ตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำ 3 สาย คือแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ แม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน ในปี พ.ศ.2505 ได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาให้ใช้ชื่อว่า วัดวังก์วิเวการาม ซึ่งตั้งตามชื่ออำเภอเดิม คืออำเภอวังกะ-สังขละบุรี ซึ่งต่อมาถูกยุบเป็นกิ่งอำเภอ ก่อนที่จะยกฐานะเป็น อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีในปี พ.ศ.2508
ต่อมาปี พ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ก่อสร้างเขื่อนเขาแหลม หรือ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งเมื่อกักเก็บน้ำแล้ว น้ำในเขื่อนเขาแหลมจะเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ด้วย จึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปี เหลือเพียงซากปรักหักพังของวัดและอาคารบ้านเรือน
            ปัจจุบันอุโบสถหลังเก่าที่จมอยู่ใต้น้ำ ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ซึ่งยามใดที่น้ำได้ลดระดับลง เมืองบาดาลทั้งเมืองก็จะเผยความงดงามของโบราณสถาน ให้ปรากฏแก่สายตาของผู้มา เยือนเสมอๆ หากนักท่องเที่ยวท่านใดที่ยังไม่มีโอกาสมาเยือนเมืองบาดาล แนะนำว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งจะเห็นเมืองบาดาลได้คือ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายนที่น้ำในเขื่อนลดลง ต่ำสุด

สำหรับการเดินทาง จากตัวเมืองกาญจนบุรีไปตามทางหลวงหมายเลข 323 สายกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ- สังขละบุรี แล้วเช่าเรือหางยาวท่องเที่ยวในทะเลสาบ รวมทั้งไปเยี่ยมชมเมืองบาดาล


ข้อมูลและรูปภาพจาก
http://travel.mthai.com/blog/46843.html
http://variety.domunz.com/travel_detail.php?id=203
http://www.fanthai.com/2262.html
http://www.traave.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1/
http://th.aectourismthai.com/content1/964
http://www.siamfreestyle.com/photos/kanchanaburi/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A5/30008008
 

Let's Go เขาช้างเผือก

เขาช้างเผือก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ


เขาช้างเผือก  สถานที่ท่องเที่ยวสุดท้าทาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีหัวใจรักการผจญภัย กึ่ง ๆ ปนหวาดเสียวหน่อย ๆ หลายเหตุที่ผลทำให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางไปที่นั่น เพราะเขาช้างเผือกไม่ได้เปิดให้เดินทางได้ตลอดทั้งปี (หรือบางปีก็ไม่เปิดให้เข้าไปเลยก็มี) รวมถึงยังจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวอีกด้วย เหล่านี้ยิ่งทำให้เขาช้างเผือกดูมีเสน่ห์และน่าค้นหามากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็มีอีกหลายเสียงหนาหูเช่นกันที่บอกว่า การเดินขึ้นเขาช้างเผือกไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยนะ วันนี้เราเลยขนเอาข้อน่ารู้ก่อนไปเที่ยวเขาช้างเผือกกัน ไว้เมื่อเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสไปเที่ยวเมื่อไร จะได้ตักตวงความสนุกกันได้แบบเต็มเหนี่ยว

19 ข้อน่ารู้ก่อนเที่ยวเขาช้างเผือก
          

1. ยอดเขาช้างเผือก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 1,249 เมตร โดยรวมแล้วถือเป็นยอดเขาที่ไม่สูงมาก สามารถเดินได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความฟิตของแต่ละคนล้วน 


 2. เขาช้างเผือกจะเปิดให้เที่ยวประมาณช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ หากแต่ก็มีบางปีที่ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไป เนื่องจากสภาพอากาศ เส้นทางเดิน รวมถึงช้างป่าที่อาจทำอันตรายแก่นักท่องเที่ยว วิธีที่ดีที่สุดควรโทรศัพท์สอบถามกับเจ้าหน้าที่โดยตรงได้ที่ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ โทรศัพท์ 098 252 0359, 034 510 979


         3. อุทยานจำกัดนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปเที่ยวเขาช้างเผือก เพียงวันละไม่เกิน 60 คนเท่านั้น

4. การเดินทางขึ้นเขาช้างเผือก นักท่องเที่ยวจะต้องเดินขึ้นจากบ้านอีต่อง (ไม่ใช่ในที่ทำการอุทยาน) เริ่มจากการเดินเรียบ ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ ไปตามสันเขา ลงบ้าง ขึ้นบ้าง ระหว่างทางไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ เพราะจะต้องเดินอยู่บนสันเขานั่นเอง

          5. มีบริการลูกหาบ ใครรู้ตัวว่าแบกสัมภาระไม่ไหว แนะนำว่าให้จ้างลูกหาบจะดีกว่า เพราะไม่ใช่แค่เขาจะช่วยแบกสัมภาระให้เราเท่านั้น ยังคอยช่วยกางเต็นท์ ก่อไฟ หรือต้มน้ำให้ด้วย โดยสามารถติดต่อขอใช้บริการลูกหาบและเจ้าหน้าที่นำทางได้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ 

         6. เส้นทางการเดินป่านั้นระยะทาง 8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 6 ชั่วโมง โดยต้องพักค้างแรม กางเต็นท์บนยอดเขาหนึ่งคืน

         7. ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกบนยอดเขา ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีร้านค้า ระหว่างเดินขึ้นนักท่องเที่ยวควรพกน้ำไว้กับตัวด้วยสัก 2-3 ขวด ไว้สำหรับดื่ม หรือเอาไว้ใช้ปรุงอาหารตามจุดแวะพักต่าง ๆ


        8. ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ใครที่ติดโซเชียลมีเดียอาจจะต้องเตรียมตัวทำใจแต่เนิ่น ๆ เพราะบนเขาช้างเผือกเรียกได้ว่าสัญญาณโทรศัพท์แทบขึ้นตามไปไม่ถึง จะมีสัญญาณก็เพียงบางจุดหรือบางค่ายก็เท่านั้น คุณอาจจะต้องตัดขาดจากโลกภายนอกสักวันสองวัน แต่เพื่อแลกกับความสวยงามที่ต้องเจอ รับรองว่าคุ้มค่า

        9. ไม่มีห้องน้ำ มีแต่ห้องน้ำแบบหลุม ถ้าใครไม่ถนัดเข้าห้องน้ำแบบนี้แนะนำให้ทำธุระของตัวเองในป่าไปเลย

        10. เตรียมอุปกรณ์จำเป็นส่วนตัว เช่น ทิชชูเปียก ไฟฉาย เสื้อกันฝน ยารักษาโรค อุปกรณ์การตั้งแคมป์ต่าง ๆ 

         11. อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีบริการให้เช่าเต็นท์และอุปกรณ์นอน


        12. พื้นที่กางเต็นท์บนยอดเขามีพื้นที่จำกัด และไม่มีน้ำใช้ 

        13. เสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับใส่เดินขึ้นเขาช้างเผือกควรเป็นเสื้อแขนยาว ระบายความร้อนได้ดี รองเท้าผ้าใบ เพราะเนื่องจากต้องเดินฝ่าคมหญ้า ซึ่งอาจบาดเนื้อตัวได้ 

        14. ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเดินขึ้นเขาช้างเผือกไม่เกิน 08.00 น. จะดีที่สุด (อย่าลืมพกหมวกไปด้วย) เนื่องจากระหว่างทางเดินขึ้นค่อนข้างร้อน เพราะแทบไม่มีต้นไม้บังแดดเสียเท่าไร

15. ไฮไลท์วัดใจของเขาช้างเผือก คือ "สันคมมีด" หรือ "สันวัดใจ" มีลักษณะเป็นสันเขาบาง ๆ แคบ ๆ นักท่องเที่ยวจะต้องเดินแถวเรียงหนึ่งขึ้นไป ถึงจะไม่สูงมากแต่ก็เล่นเอาหลายคนใจสั่น เพราะเมื่อมองออกไปทั้งสองข้างจะเห็นเขาลาดลึกลงเป็นเหว งานนี้อาจมีคนใจสั่นก้าวขาไม่ออกก็มี

 16. ถ่ายรูปกับป้ายผู้พิชิตยอดเขา หลังจากที่เดินผ่านช่วงไฮไลท์สันคมมีดมาแล้ว จะเป็นเนินเขาให้เดินต่อไปจนถึงจุดสูงสุด ซึ่งเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวได้โดยรอบ ไม่มีอะไรมาบดบัง ใครมาถึงจุดนี้แล้ว ต้องมายืนถ่ายรูปคู่กับป้าย เพื่อเป็นสักขีพยานการเดินทางพิชิตสันคมมีดได้สำเร็จ

17. ฟิตร่างกายมาให้พร้อม การเดินป่าขึ้นเขาข้างเผือกควรเตรียมตัวฟิตร่างกายมาให้แข็งแรง และออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องสักหนึ่งเดือนก่อนออกเดินทาง

18. ช่วงที่สวยงามที่สุดของเขาช้างเผือกคือปลายฝนต้นหนาว เพราะเป็นช่วงที่บนเขาช้างเผือกสวยมาก ๆ มองไปทางไหนจะเห็นแต่สีเขียวสด กลางคืนอากาศหนาว ๆ มีหมอกให้เห็น ทำเอานักท่องเที่ยวอย่างเราประทับใจสุด ๆ


19. ปฏิบัติและเชื่อฟังคำสั่งเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่เดินออกนอกเส้นทางหรือเดินทางตามลำพัง เพราะนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่คุณจะได้พบกับอันตรายไม่คาดฝัน


          ถึงแม้ว่าการเดินทางพิชิตเขาช้างเผือกจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากอยู่เสียหน่อย แต่เชื่อว่าไม่น่าจะเกินความสามารถของนักท่องเที่ยวที่มีหัวใจท้าทายและรักการผจญภัยอย่างแน่นอน เพราะความงดงามสองข้างทาง รวมถึงประสบการณ์ที่ได้ รับรองว่าคุ่มค้าหาไม่ได้จากที่ไหน 

          ใครมีข้อสงสัยว่าจะเดินทางไปอย่างไร และเปิดช่วงไหนบ้าง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ โทรศัพท์ 098 252 0359, 034 510 979 หรือ เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

ข้อมูล รูปภาพ และวีดิโอจาก
http://travel.kapook.com/view156912.html
http://travel.mthai.com/region/west/101338.html
https://www.youtube.com/watch?v=k-tpIBcmSjY
 http://board.postjung.com/710835.html
http://www.thailandgreentrip.com/activity_search.php?activity=CE
http://pantip.com/topic/31431510











Let's Go ไทรโยค

น้ำตกไทรโยคใหญ่ใหญ่

น้ำตกไทรโยค หรือ น้ำตกไทรโยคใหญ่ ตั้งอยู่ในบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค ไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย แยกเป็น 2 แพร่ง ส่วนที่อยู่ทางตอนเหนือ เรียกว่า น้ำตกไทรโยคใหญ่ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ชั้นเดียว รองรับด้วยชั้นหินสลับกันเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 8 เมตร น้ำตกไทรโยคใหญ่เป็นน้ำตกที่น่าท่องเที่ยวมาก โดยนักท่องเที่ยวทุกท่านจะต้องเดินข้ามสะพานแขวน ไปอีกฝั่งหนึ่งเพื่อชมสายน้ำตกที่ไหลลงมาอย่างสวยงามยิ่งนัก

สิ่งอำนวยความสะดวก 
บริเวณอุทยานไทรโยค มีบ้านพักอุทยานฯ และแพสำหรับพักผ่อนมากมาย รวมถึงห้องสุขา และสถานที่ จอดรถ สอบถามรายละเอียดอุทยานแห่งชาติไทรโยคหมู่ 7 ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี 71150 โทรศัพท์ 034-686024

การเดินทางไปน้ำตกไทรโยคใหญ่
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม ขับมาประมาณ 9 กม. จะพบสะพานลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม. ท่านจะพบสี่แยก ให้ท่านเลี้ยวขวา ( แยกซ้ายไปบ้านโป่ง ตรงไปคือถ้ำค้างคาว) เพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยกแก่งเสี้ยน ให้ขับไปทาง อ.ไทรโยค ตรงหลักกม.ที่ 97 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 3 กม. ก็จะถึงลานจอดรถน้ำตกไทรโยคใหญ่


ข้อมูลและรูปภาพจาก
http://www.paiduaykan.com/province/central/kanjanaburi/saiyokyaiwaterfall.html
https://sites.google.com/site/nattidaa571610087/home/natk-thiryokh-hiy-natk-thirnxy-kaycnburi
http://vrk.egat.com/index.php/travel-location/2014-07-08-03-09-56
http://www.hamanan.com/tour/tour/zaiyokyai.html








วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Let's Go ห้วยแม่ขมิ้น

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมี สภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด น้ำตกไหลมา จากต้นน้ำของเทือกเขากะลาซึ่งเป็นป่าดิบเขาแล้ง ทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ นับเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น เช่น ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า แต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ทางอุทยานฯได้ทำเส้นทาง เดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี

ชั้นที่ 1 ดงว่าน
ชั้นนี้เดินไม่ไกล 100 เมตรเท่านั้นจากม่านขมิ้น ดงว่านไหลลากยาว อันที่จริงหันหลังให้ม่านขมิ้นก็เริ่มนับชั้นของดงว่านได้เลยทีเดียว ไหลตรงๆ แล้วก็ไหลตกมาเรื่อยๆ เป็นขั้นบันได สวยงามเป็นแบบฉบับของตัวเองจริงๆ





ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น
ชั้นนี้เดินไกลนิดนึง 260 เมตรจากวังหน้าผา เดินเพลินเลาะเลียบธารน้ำไปเรื่อยๆ สวยตลอดทาง ม่านขมิ้นเป็นชั้นที่น้ำตกลดความดุดัน ตกได้น่ารักน่าเล่น ใครเกร็งๆ ไม่กล้าลงวังหน้าผามาเจอม่านขมิ้นน่าจะอดใจไม่ไหว เรียกว่าลงกันได้ทั้งครอบครัว เด็กก็กล้า ลุงๆ ป้าๆ ก็ไม่กลัว





ชั้นที่ 3 วังหน้าผา

วังหน้าผาที่ใหญ่โตตระการตาตกสวยๆ ไม่ต้องเล่นชั้นเชิงมาก


ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว

ชั้นนี้คือที่สุดของทุกชั้น ชั้นสัญลักษณ์เป็นชั้นที่เรียกได้ว่ายังไม่ทันต้องเดินกันเลยทีเดียวจอดรถปุ๊บทอดน่องมาไม่กี่ก้าวก็ยืนชะโงกทัวร์ได้เลย 



ชั้นที่ 5 ไหลจนหลง

เดินย้อนทางเดิมมา 450 เมตร ย้อนกลับมาชั้นที่ 4 อีกทีกลับมายืนที่ฉัตรแก้วแล้วก็เลี้ยวไปตามป้ายบอกทางไปสู่เส้นทางชั้นที่ 5-7





ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ
จากชั้นที่ 5 เดินมาอีกไกลพอควร
กับระยะทาง 720 เมตร 







ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า
ชั้นสุดท้ายของน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

ข้อมูลและรูปภาพจาก  http://www.paiduaykan.com/76_province/central/kanjanaburi/huaymaekamin.html
http://www.painaidii.com/business/116539/huai-mae-khamin-waterfall-71250/lang/th/
http://stdnn2250fern.blogspot.com/2014/01/blog-post_30.html



Let's Go เอราวัณ

น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงาม บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ตั้งอยู่ที่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี แบ่งออกเป็นชั้นๆ ได้ 7 ชั้นเป็นน้ำตกขนาดใหญ่เดิมมีชื่อว่า น้ำตกสะด่องม่องลาย ตามชื่อลำห้วยม่องล่ายซึ่งเป็นต้นน้ำของน้ำตกที่เกิดจากยอดเขา ตาม่องล่ายในเทือกเขาสลอบ สายน้ำจะไหลมาตามชั้นหินเป็นระยะทาง ประมาณ 1,500 เมตร แบ่งออกเป็นชั้นใหญ่ๆได้ 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ทั้งเถาวัลย์พันเกี่ยวทอดตัวไปบนต้นไม้ใหญ่ เป็นบรรยากาศที่เรียกเอาความมี คุณค่าของป่าเขาลำเนาไพร
น้ำตกชั้นแรกมีชื่อว่าไหลคืนรัง" ชั้นที่ 2 ชื่อ "วังมัจฉา" ชั้นที่ 3 "ผาน้ำตก" ชั้นที่ 4"อกผีเสื้อ" ชั้นที่ 5 "เบื่อไม่ลง" ชั้นที่ 6 " ดงพฤกษา" และชั้นสุดท้ายชื่อว่า "ภูผาเอราวัณ"โดยน้ำตกแต่ละชั้นไม่ใช่มีแค่ชื่อที่ไม่เหมือนกันเท่านั้น แต่น้ำตกแต่ละชั้นก็มีความ สวยงามที่ แตกต่างกันออกไป สำหรับท่านที่ต้องการเยี่ยมชมน้ำตกทั้ง 7 ชั้นจาก ต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการขึ้น – ลง

ไหลคืนรัง

ในชั้นแรก ไหลคืนรัง เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเข้าสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ สายน้ำในชั้นแรกนี้ จะไหลลดหลั่นกันเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนั่งรับลมและพักผ่อน ในชั้นนี้นั้นยังมีที่นั่งให้ผู้ที่มาเที่ยวได้นำอาหารมานั่งรับประทานร่วมกัน รวมทั้งยังมีร้านขายอาหารและน้ำดื่มที่ทางอุทยานมีให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการด้วยค่ะ

วังมัจฉา
เป็นน้ำตกที่มีปลาอาศัยอยู่เยอะ ซึ่งปลาเหล่านี้คือ "ปลาพลวง" เป็นปลาน้ำจืดใน ตระกูลปลาตะเพียน ลำตัว สีน้ำตาลเขียว เกล็ดโต มีหนวดยาว 2 คู่ ตรงจงอยปาก และ มุมปาก ชอบอาศัยบริเวณธารน้ำตก ลำห้วย หรือธารน้ำที่ใสสะอาด มีพื้นเป็นกรวดหรือทราย ชั้นนี้มีสีของน้ำมี 2 สีอย่างเห็นได้ชัด คือน้ำสีฟ้าเขียวและน้ำใสๆตามปกติ ซึ่งปลาพลวงชอบอาศัยอยู่ใน น้ำใสมากกว่า นอกจากนี้ที่น้ำตกชั้น 2 ยังมีความสวยงามของม่านน้ำตกที่เบื้องหลังสายน้ำตกที่ตกลงมากระเซ็นเป็นฝอยนั้นมี ผาลึกเข้าไปเล็กน้อย โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปหลังม่านน้ำตกนี้ได้

ผาน้ำตก
น้ำตกชั้นที่ 3ระยะทางห่างจากน้ำตกเอราวัณชั้นที่ 2 เพียง 200 เมตรเท่านั้น สวยสมชื่อชั้นผาน้ำตก สวยเด่นเป็นเอกลักษณ์

อกนางผีเสื้อ
น้ำตกชั้นที่ 4 "อกผีเสื้อ" ที่มีชื่อเช่นนี้ก็คงเพราะรูปร่างของหินที่อยู่ในน้ำตกชั้นนี้ มองดูคล้ายอกของผู้หญิง หรือถ้าเป็นอกผีเสื้อก็คงเป็น อกผีเสื้อสมุทร ที่มีน้ำตกไหลครอบคลุมหินกลมมน ก้อนใหญ่ 2 ก้อนดูแล้วนิ่มนวลสวยงามมาก






เบื่อไม่ลง
น้ำตกชั้นที่ 5 ชื่อว่า"เบื่อไม่ลง" ด้วยลักษณะของน้ำที่ไหลตกลงมาตามชั้นหินเตี้ยๆหลายๆชั้นบวกกับน้ำ ที่มีสีฟ้าเขียวทำให้ เกิดความสวยงามน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง


ดงพฤกษา
ชั้น "ดงพฤกษา" อุดมไปด้วยแมกไม้ นานา พันธุ์แต่ดูไม่รกทึบ









ภูผาเอราวัณ
ชั้นสุดท้าย "ภูผาเอราวัณ" ที่ได้ชื่อเช่นนี้คงเนื่องมาจากว่าเมื่อน้ำตกไหล บ่าผ่านผา และชั้นหินบน ภูเขามองดูจากระยะไกลคล้ายกับ หัวช้างเอราวัณ ซึ่งมี 3 หัว จึงเป็นที่มาของชื่อน้ำตกชั้นที่ 7 และเป็นชื่อของอุทยาน แห่งชาตินี้ด้วย


ข้อมูลและรูปภาพจาก
http://www.paiduaykan.com/76_province/central/kanjanaburi/arawanwaterfall.html
https://sites.google.com/site/fern3015825/xixi
https://sites.google.com/site/fern3015825/chan-thi-2
https://sites.google.com/site/fern3015825/chan-thi-3
https://sites.google.com/site/fern3015825/chan-thi-4
https://sites.google.com/site/fern3015825/chan-thi-5
https://sites.google.com/site/fern3015825/chan-thi-6
https://sites.google.com/site/fern3015825/chan-thi-7

 


กาญจนบุรี

เป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ที่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย ทำให้ชาวกรุงผู้อยู่ห่างจากป่าเขาลำเนาไพร แวะเวียนมาชมบรรยากาศที่มิอาจหาได้ในเมืองกรุงอยู่เสมอ
ใครที่คิดมาเมืองกาญจน์แล้วมีเวลาเพียงน้อยนิด ไม่คิดจะพักค้างคืน อาจทำได้เพียงท่องเที่ยวในตัวเมืองกาญจน์ หรือน้ำตกไม่ไกลตัวเมือง แต่ถ้าให้สะใจนักลุยที่ชอบป่าเขาลำเนาไพร หรือผู้ที่ต้องการพักผ่อน ชมวิวทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามจริงๆ แล้วละก็ คงต้องวางแผนพักแรมสักคืนสองคืน เพื่อให้ได้ดื่มด่ำธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม



เมืองกาญจน์ยังมีพื้นที่บางส่วนที่ยังเป็นผืนป่าหนาแน่น (แม้จะโดนถากถางทำลายป่าไปบ้างแล้ว) มีแม่น้ำสองสายสายไหลผ่าน คือแควใหญ่ และแควน้อย ที่นอกจากจะเป็นเส้นเลือดแดง หล่อเลี้ยงจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดทางปลายน้ำแล้ว ยังเป็นแม่น้ำที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดกาญจนบุรี เพราะแม่น้ำทั้งสองสาย ไหลมาจากต้นน้ำเหนือเขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ ผ่านป่าและธรรมชาติที่สวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อน ชมธรรมชาติริมลำน้ำ
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีนั้นมีมากมายจนเลือกไปไม่ถูก วันนี้จึงขอนำเสนอสถานที่เด่นๆให้ทุกคนได้ลองไปกัน

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

มหัศจรรย์แดนดินถิ่นกาญจนบุรี



 บล็อกนี้ เป็นบล็อกที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งที่คุณรู้จักหรือที่คุณไม่คิดว่าจะมีในจังหวัดกาญจนบุรี เหมาะสำหรับคนที่รักการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ แล้วคุณจะหลงรัก กาญจนบุรี